Make your own free website on Tripod.com

 

                   

                                               8.00 น. ล้อรถเริ่มหมุนอีกรอบเพื่อมุ่งสู่หลวงพะบาง ซึ่งใช้เส้นเดิมคือถนนหมายเลข 13 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของประเทศลาวที่ตัดจากเหนือจรดใต้ ระยะทางที่เราต้องเดินทางเหลืออีกประมาณเกือบสามร้อยกิโลเมตร กับเวลาอีกประมาณกว่า 5 ชั่วโมงบนถนนลาดยาง 2 เลนสวน ค่อนค้างชัน คดเคี้ยวไปมาคล้ายกับทางไป แม่ฮ่องสอนบ้านเราแต่ที่นี่คงมีโค้งมากกว่า นอกจากเส้นทางจะคดโค้งแล้ว เราต้องเจอกับเเจ้าถนนตัวจริง เสียงจริงไปตลอดทาง นั่นก็คือ วัวของชาวบ้านนั่นเอง เดินส่ายก้นไปมาไม่แยแส กับรถที่วิ่งผ่านไปมา  เกือบตลอดสองข้างทางจะได้เห็นกะท่อมมุงจากเป็นระยะๆ ไปตลอด เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกบ้านอยู่ริมถนน ทำให้หนทางไม่เปลี่ยวและไม่น่ากลัว อีกอย่างที่สำคัญที่ไม่คิดว่าจะได้พบในการเดินทางครั้งนี้ก็คือบรรยากาศและทิวทัศน์สองข้างทางที่เป็นภูเขาเขียวขจี ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ก้อนเมฆสีขาว แสงแดดสีทองยามเช้า ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่เบื่อเลย แม้จะมีหลับบ้างเพราะความเหนื่อยก็ตาม ....

         

                               รถวิ่งไปได้ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ก็ถึงหมู่บ้านกิ่วกะเจา  ซึ่งเป็นจุดพักรถและรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นทั้งร้านขายอาหารและที่พัก อาหารมีก๋วยเตี๋ยวและข้าวราดแกงซึ่งมี ให้เลือกเพียงอย่างสองอย่าง มื้อนี้จึงขอลองข้าวพัดไข่ซึ่งผัดไว้อยู่แล้ว รูปร่างของข้าวจะกลมๆสั้นๆ คล้ายข้าวญี่ปุ่น ราดด้วยแกงกระหรี่มันและปลาเกล็ดทอด รสชาดก็พอได้อยู่ โดยเฉพาะปลาทอดอร่อยดี พออิ่มก็เริ่มสำรวจบริเวณภายในบ้านจะเห็นเป็นห้องพักมีประมาณ 10 กว่าห้อง เป็นห้องพัดลม ห้องน้ำรวม เจ้าของบอกว่าราคาอยู่ที่คืนละ 200 บาท สำรวจต่อมาที่หน้าร้าน ฝั่งตรงข้ามร้านจะเป็นไปรษณีย์หลังเก่าๆอยู่หนึ่งหลัง  ด้านหน้าร้านมีเตาถ่านเล็กวางอยู่ไว้สำหรับปิ้งไส้กรอก และที่เป่าลม ซึ่งมีมือหมุนและท่อให้ลมออก ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในบ้านเรา มื้อนี้มีผู้ใจดีซื้อไส้กรอกปิ้งเลี้ยงเด็กๆบริเวณนั้น ทำให้เด็กๆมารวมกันเยอะมาก เด็กแถวนี้ดูแล้วยังยากจนอยู่มาก เสื้อผ้าเก่าๆ เนื้อตัวมอมแมม  แต่แววตา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ก็ยังคงใสซื่อบริสุทธิ์ 

          

ิ                                        เริ่มเดินทางกันต่อทิวทัศน์ก็ยังคงสวยงามตลอดเส้นทาง ผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า ก็เข้าเขตหลวงพะบาง  หลวงพะบางชั้นนอกมองดูยังคงสงบเงียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ไม่มีวี่แววของตึกสูงๆ หรือคอนโดมิเนียม บ้านส่วนใหญ่ยังคงเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หรือสองชั้น หลังคาสังกะสี  รถวิ่งอีกเพียง 10 นาทีก็ถึงที่พักที่มีชื่อว่าทิวทัศน์แคมคาน ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำคาน ดูด้านหน้าคล้ายบ้านเดี่ยวสองชั้น พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ แต่เมื่อรถหลุดพ้นรั้วเข้าไป ก็จะเห็นมีกองเศษเหล็กเก่าๆ ถุงเก่าๆ มีคนงานแต่งตัวไม่ค่อยสะอาดเดินไปมา ทางด้านขวาจะเป็นเหมือนที่ติดต่อ ถัดแยกออกไปจะเป็นเรือนพักชั้นเดียว ที่มีห้องพักขนาด 40 ตารางเมตรเรียงกันประมาณ 7-8 ห้องต่อแถว  มีแอร์เป็นบางห้อง ห้องน้ำในตัว พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ไม่มีทีวี เรือนหลังเก่าสภาพห้องค่อนค้างทรุดโทรมดูเก่าๆ มีรอยร้าว ส่วนเรือนหลังใหม่จะมีระเบียงยื่นออกไปให้ชมความงามของแม่น้ำคาน สนนราคาน่าจะประมาณคืนละ 300 บาท รอบๆไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักตั้งอยู่ และไม่มีร้านอาหารใดๆ ฝั่งตรงข้ามจะเห็นเจดีย์สีทองอร่ามตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กๆ ซึ่งสถานที่พักนี้อยู่ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวในหลวงพะบางพอควร ไม่สามารถเดินไปได้ ต้องใช้รถในการเดินทางไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

                                    เมื่อเก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อย ก็รีบเดินทางต่อเพื่อไปยังพิพิธภัณท์แห่งหลวงพะบางแต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจากปิดแล้ว เราไปถึงประมาณ 15.40 น.แต่เวลาที่เปิด ทำการคือ 8.00-11.00 และ 13.00-15.00 เราจึงเปลี่ยนจุดหมายเพื่อไปชมความงามของวัดเชียงทองแทน ซึ่งเราเดินเข้าทางด้านหลังของวัด ก่อนทางเข้าจะเห็นตู้ไปรษณีย์ ซึ่งทำจากปูน ลักษณะทรงเตี้ย มีสีเหลืองตั้งอยู่ ดูแปลกตายิ่งนัก    

                 เมื่อเดินผ่านพ้นซุ้มประตูวัดเชียงทอง จะเห็นอุโบสถหลังใหญ่ มีหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น โค้งอ่อนช้อยราดลงจนชายหลังคาเกือบจะถึงพื้น  บนสันหลังคาของอุโบสถจะมีสิมซึ่งมีลักษณะคล้ายฉัตรสีทองมีช่อถึง 17 ช่อ ตั้งอยู่ดูสวยงามโดดเด่นยิ่งนัก วัดในหลวงพะบางจะมีสิมอยู่บนสันหลังคาทุกหลังแต่จำนวนช่อจะไม่เท่ากัน ถ้าเป็นวัดของกษัตริย์หรือเจ้าชีวิตเป็นผู้สร้างจะมีช่อทั้งหมด 17 ช่อ แต่ถ้าเป็นขุนนาง หรือ สามัญชนเป็นผู้สร้างจำนวนช่อจะลดน้อยลดหลั่นกันไป            

                                                                                                                                                                                                             

                                          ด้านหน้าของอุโบสถมีลวดลายสีทองวิจิตร ส่วนด้านหลังของอุโบสถจะเป็นผนังสีแดงเข้มตกแต่งด้วยกระเบื้องชิ้นเล็กๆสีต่างๆ เป็นรูปต้นโพธิ์ ด้านบนสุด เป็นรูปของพระพุทธเจ้าสวยงามวิจิตรยิ่งนัก อุโบสถหลังไม่ว่าจะมองทางด้านใดก็งดงาม ดังนั้นไม่น่าเป็นที่แปลกใจเลยว่า ใครไปใครมาหลวงพะบางก็ต้องมาแวะเวียน ถ่ายรูปที่อุโบสถหลังนี้ ดังนั้นอุโบสถหลังนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของหลวงพะบาง

                      

 

                                    ทางด้านซ้ายมือของอุโบสถจะเป็นโรงเก็บราชรถสำหบอัญเชิญโกศของเจ้ามหาชีวิต ประตูทางเข้าสีทองอร่ามไปด้วยไม้แกะสลักปิดทองเรื่องราวของรามเกียร์ติ ทางด้านในจะมีราชรถ และโกศสีทองสองหลังตั้งอยู่ รอบๆจะมีพระพุทธรูปเก่า ทั้งองค์ใหญ่องค์เล็กมากกว่าร้อยองค์ 

                                                                                               

                                       ทางด้านขวามือของอุโบสถ จะมีอุโบสถหลังเล็กตั้งอยู่ ภายในมีทั้งพระนอนและปรางสมาธิประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้มีพระพุทธรูปปางสมาธิทองสัมฤทธิ ีองค์หนึ่ง ขนาดสูงประมาณ 10 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนหมอนรองนั่ง  เป็นพระพุทธรูปเสื่องทาย ถ้าขอหรือถามสิ่งใดสมหวังก็จะยกขึ้นได้โดยง่าย แต่ถ้าไม่สมหวังก็จะยกไม่ขึ้น กลุ่มเรามีหลายท่าน สมหวัง หลายท่านไม่สมหวังบ้าง ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม    ด้านข้างอุโบสถหลังนี้มีสีแดงเข้มประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องแผ่นเล็กทำเป็นรูปต่างๆ มีทั้งโค ควาย กระต่าย ชาวนา คาดว่าเป็นนิทานพื้นบ้านที่นี่

                                                                

 

                                ได้เวลาพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยพอควร จึงต้องกลับสู่ที่พักเพื่ออาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเตรียมตัวรับประทานอาหารค่ำ  มื้อนี้มีนัดกันที่ร้านที่อยู่ใกล้กับที่พักที่ชื่อว่าวิวแคมโขง บรรยากาศริมน้ำโขง  มีโคมไฟเล็กๆแขวนเป็นจุดๆ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ  อาหารเด็ดมื้อนี้ต้องนี่เลย  ตำบักหุ่งใส่ปลาแดกกับน้ำปู้ 

                               หลังจากอิ่มกันเต็มที่ก็ต้องเดินย่อยอาหารกันหน่อย ห่างจากร้านอาหารประมาณ 200 เมตร จะเป็นแหล่งชอปปิ้ง และอินเตอร์เนตคาเฟ่  จะมีแม่ค้านั่งขายของเต็มบริเวณ ถนนเต็มไปหมด จะมีดวงไฟสีส้มเล็กๆติดอยู่ในแต่ละร้าน ของส่วนใหญ่จะมีทั้งผ้าไหม ผ้าซิ่น เครื่องเงิน เหรียญเก่า แบงค์เก่า กาน้ำชา มีด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน โดยถนนเส้นนี้จะปิดตลอดสายตั้งแต่ 6 โมงเย็น มองดูแล้วจะคล้ายกับเชียงรายไนท์บาซ่าบ้านเรา   ราคาต่อรองได้ คนขายอัธยาศัยดีมาก ต่อเท่าไรก็ว่าแต่ถ้าเราบอกว่าจะไปดูร้านอื่นก่อน คนขายจะหยิกแกมหยอกว่า "กลับมาก็ไม่ขายให้แล้ว คนหลายใจ" 

 

                        

 

                                                                                                                                         

หลวงพะบางวันที่สอง.....

 

 

Mail to :  Web Master