Make your own free website on Tripod.com

                     

                    ตื่นตั้งแต่ตี 5  อาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวของ  check-out เพื่อเดินทางกันต่อ พอเดินมาหน้าที่พัก ก็เห็นแม่ค้าเข็นรถซึ่งมีหม้อใบใหญ่ และเครื่องปรุงวางอยู่เรียงราย เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ได้รู้ว่าเป็น ข้าวเปียก ซึ่งดูแล้วก็คล้าย กับก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา ซึ่งคนขายก็ใจดีตักเส้นให้ชิม ซึ่งรสชาดของเส้นคล้ายกับป๊อกเกีย (ขนมหวานใส่น้ำแข็งสมัยก่อนบ้านเรา) แต่เราก็เพียงแต่ชิม ไม่ได้กินทั้งชามเพราะหวังน้ำบ่อหน้า

                                           

                        เริ่มโปรแกรมเช้านี้ด้วยการเดินตลาดเช้าของวังเวียงก่อนเพื่อดูของแปลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ป่า และของที่ไม่มีขายในตลาดบ้านเราเท่าใดนัก อาทิเช่นค้างคาวแดดเดียวซึ่งดูแล้วขนลุกขนพอง ตัวเดียวอันเดียวควาย ซึ่งมีขนติดตรงปลายๆ   เขียดตัวเล็กๆขนาดประมาณ 1 นิ้ว ขาวัวสดๆ ที่ยังมีเลือดแดงๆ และขนติดอยู่ เม่นถลกหนัง เนื้อเก้ง และ ผักชนิดต่างๆ วางขายกันเกลื่อนกลาดบนพื้นสองปูด้วยถุงพลาสติก เต็มสองข้างทาง ถัดจากตลาดสดเข้าไป ก็เป็นบริเวณตลาดที่มีหลังคาซึ่งมีอาหารเช้าขาย มีทั้งซาลาเปา ข้าวจี่แบบไม่มีไส้ ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวานต่างๆ  และที่ขาดไม่ได้ก็คือข้าวเปียก ที่เราพบเมื่อเช้าหน้าที่พัก นอกจากนี้ยังมีก๋วยเตี๋ยวเฝอ ซึ่งเหมือนกับเฝอเวียตนาม มีทั้งเนื้อไก่ และเนื้อควาย ส่วน มื้อนี้เราขอลองข้าวเปียกกับเฝอไก่ เป็นอาหารเช้า อย่างละ ถ้วย ซึ่งบ้านเราคือชาม ส่วนชามที่นี่หมายถึง กะละมังคงกินไม่ไหวเป็นแน่  เสร็จจากของคาวก็มาต่อที่กันที่ของหวาน ซึ่งมีทั้งคล้ายรอดช่อง และสิ่งหนึ่งที่แปลกตาออกไปคือสิ่งที่คล้ายๆเต้าส่วน แต่จะทำมาจากข้าวโพดกับลูกเดือย ต้มในน้ำเหนียวๆ เวลากินจะใสน้ำเชื่อม 1 บ่วงและน้ำกะทิ 2 บ่วง รสชาดใช้ได้เลยทีเดียว

วิธีทำข้าวเปียก และเฝอ

ข้าวเปียก  :  เส้นคล้ายๆกับเกี๋ยมอี้แต่ยาวเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วไป โดยเส้นสดจะ มีแป้ง เกาะติดอยู่ 

วิธีทำ        :  นำเส้นไปต้มกับน้ำเดือด แล้วใช้น้ำที่ต้มนี้เป็นน้ำซุปซึ่งจะข้นๆเหนียวๆนิดหน่อย แล้วใส่หอมเจียวลงไป เวลากินก็จะ ใส่กับผักซึ่งประกอบไปด้วยผักกาดน้ำ ถั่วงอก หัวหอม  นำไปลวกให้สุก ใส่ไก่ที่ต้มสุกแล้ว ฉีกเป็นเส้นๆ และ ที่ขาดไม่ได้คือแป้งนัว หรือผงชูรสนั่นเองซึ่งจะใส่กันเป็นเยอะมากเป็นบ่วงๆ หรือช้อนโต๊ะนั่นเอง ถ้าไม่กินควร บอกคนขายว่าไม่ใส่ เสริฟพร้อม กับเครื่องเคียงซึ่งมี ผักกาดน้ำ มะนาว สะหระแน่  รสชาด ความหอม เยี่ยม .....

เฝอ          :  เส้นก๋วยเตี๋ยว จะเป็นเหมือนเส้นเล็กบ้านเรา 

วิธีทำ       :  เขาจะหยิบมาแล้วมัดก่อนนำไปลวกให้สุกในหม้อเหมือนหม้อก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา ผักก็จะเหมือนกับข้าว เปียก แต่จะใส่มะเขือเทศด้วย และไม่ใส่หอมเจียว น้ำซุปจะเป็นเหมือนน้ำต้มกระดูก ใส่ด้วยไก่ที่ต้มสุกฉีกเป็น เส้นๆเช่นกัน และที่ส่วนประกอบที่สำคัญคือแป้งนัว โรยด้วยพริกไทย ผักชี รสชาดอร่อยใช้ได้ 

 

                        เสร็จจากการกินก็เดินไปบริเวณวัด ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านมาทำบุญกันมาก วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ดังนั้นทุกคนจะแต่งตัวกันสุดๆ  ผู้หญิงจะใส่ผ้าซิ่น ผ้าไหม บางคน ห่มสไบเฉียง ที่ดีที่สุดก็คือไม่มีสายเดี่ยวเข้าวัดให้เห็น สอบถามชายลาวได้ความว่าจะดูว่าใครสวยไม่สวยก็ดูวันบุญนี่แหละ ซึ่งคงเหมือนชนบทบ้านเราสมัยก่อน พระที่นี่จะสวดมนต์เป็นภาษาบาลีสันกฤตเหมือนกับพระบ้านเรา และเมื่อสวดเสร็จก็จะมีการกรวดน้ำ โดยที่คนที่นี่จะเตรียมน้ำกันมา  บางคนใส่ในขวดเล็กๆ บางคนใส่ในขวดใบใหญ่ ซึ่งเวลากรวดน้ำคนที่นี่จะยกมือซ้ายขึ้นปิดบริเวณใบหน้า มือขวาเทน้ำใส่ในภาชนะรองรับ เมื่อเสร็จก็จะนำไปเทใต้ต้นไม้ใหญ่เช่นเดียวกับบ้านเรา

             

                             เดินไปเดินมาเห็นลูกเด็กเล็กแดงมากมาย จึงเกิดสงสัยไม่ได้ว่าสาวที่นี่เขาแต่งงานกันอายุเท่าไหร่กันแน่  สนทนากับบักอ้ายคนขับรถได้ความว่า ผู้หญิงลาวจะเอาผัวหรือแต่งงานกันเมื่ออายุประมาณ 18 ขึ้นไป โดยถ้าแต่งงานกันถูกต้องผู้ชายจะไปอยู่ที่บ้านผู้หญิง แต่ถ้าหนีตามกันส่วนใหญ่ ผู้หญิงก็จะหนีไปอยู่ที่บ้านผู้ชาย ส่วนจะดูว่าใครแต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งก็ดูได้ที่แหวนนิ้วนาง แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใส่กัน  ถ้าให้แน่ๆต้องดูที่บัตรประชาชน เพราะบัตรประชาชนที่นี่จะมีชื่อสามี หรือภรรยาบอกไว้ในบัตรประชาชนด้วย น่านำมาใช้ในเมืองไทยบ้างเน้อ.

 

 

หลวงพระบางวันแรก.....

 

Mail to :  Web Master